วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พระครูสุชาติเมธาจารย์ (หลวงพ่อกุน) วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน)

พระครูสุชาติเมธาจารย์ (หลวงพ่อกุน) วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน)

ท่านเป็นพระภิกษุที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี ท่านมีของดีที่ประชาชนให้ความสนใจคือตะกรุดโทน ที่มีอภินิหารระเบิดไปไกล ใช่แต่ท่านจะเป็นผู้มีวิชาอาคมอย่างเดียวเท่านั้นแต่ท่านยังมีคุณธรรมอื่นอีกหลายอย่างท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นพระดีเมืองเพชร พระครูสุชาติเมธาจารย์ หรือหลวงพ่อกุน

เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ.2435 บ้านหนองกาทอง ตำบลโรงเข้ จังหวัดเพชรบุรี บิดาของท่านชื่ออะไรไม่มีใครทราบส่วนมารดามีชื่อว่าม่วง  มีพี่น้องร่วมมารดาบิดาเดียวกัน 5 คนเป็นผู้ชายทั้งหมดเมื่อเยาว์วัยมีนิสัยโน้มเอียงไปทางสมณะกล่าวคือชอบนั่งบนจอมปลวกแล้วเทศน์ให้เพื่อนฟังในเวลาต่อมาท่านก็ได้มาอยู่ วัดวังบัวซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตรและได้บรรพชาเป็นสามเณร จนอายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดนี้ในขณะที่ บวชเป็นพระใหม่ซึ่งมีความอุตสาหะเป็นอย่างมากได้เดินทางไปศึกษาวิชากับอาจารย์แจ้ง บ้านอยู่ทาง วัดดอนไก่เตี้ย และได้ศึกษาวิชาการที่วัดข่อย ศึกษาทางช่างศิลป์ กับพระอาจารย์มุ่ย วัดใหญ่สุวรรณารามและคุณพ่อฤทธิ์ หนังใหญ่ วัดพลับพลาชัย ท่านบวชอยู่ 3 พรรษาก็ได้ย้ายมาอยู่วัดพระพุทธไสยาสน์สมัยพระครูสุวรรณมุนี(เกศ) ต่อมาได้เป็นสมุห์ และเมื่อพระครูสุวรรณมุนีมรณภาพแล้วท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธไสยาสน์ มาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุชาติเมธาจารย์ ท่านเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีกล่าวคือท่านรับโยมมารดามาดูแลใกล้วัดโดยปลูกบ้านที่อยู่ทางทิศใต้ของวัดจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดจนถึงแก่กรรมและท่านได้จัดงานฌาปนกิจให้อย่างสมเกียรติ คุณธรรมของท่านอีกอย่างหนึ่งคือมีความเมตตากรุณาเผื่อแผ่ไปในหมู่ศิษย์ด้วยการอุปการะให้การศึกษาเล่าเรียนปรากฏว่าศิษย์บางองค์ของท่านสามารถได้เป็นเปรียญและเป็นเจ้าคุณ ทุกพรรษาท่านจะขึ้นไปนั่งบำเพ็ญกรรมฐานในถ้ำในวิหารเล็กประมาณ 7 วันท่านเล่าให้ศิษย์หวังว่าครั้งหนึ่งก่อนจะนั่งเข้าที่ท่านปลัดเทศหรือพระครูสมณกิจพิศาล เอาน้ำชาไปถวายท่านรับถวายแล้วเริ่มเข้าที่ปรากฏเห็นเช่นนั้นอีกเช่นว่าเหมือนของจริงทุกอย่างแต่นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งมาถวายเมื่อกี้นี้จึงไม่รับท่านว่าเกือบเสียท่า นอกจากนี้ท่านยังได้นำพระภิกษุในวัด ออกธุดงค์ ปีละหลายๆรูป และออกอยู่หลายปี พระภิกษุที่ออกธุดงค์กับท่าน เต็มไปด้วยความสมัครใจ ไม่ว่าท่านจะไปทางเหนือหรือทางใต้เป็นต้องมีพระภิกษุสมัครไปด้วยเสมอ เนื่องจากท่านได้เคยนำพระในวัดไปธุดงค์ที่ พระพัทธบาทสระบุรีเห็นพระพุทธฉายที่นั่นท่านชอบใจมาก ถึงกะบจะไปดูพระฉายอีกครั้งหนึ่ง และได้นำแบบมาทำวิหารพระพุทธฉายที่วิหารวัดพระนอนอีกหลังหนึ่งยังปรากฏเป็นถาวรวัตถุอยู่ทุกวันนี้หลวงพ่อกุณมีของดีซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน นั่นก็คือ ตะกรุดโทนทั้งนี้ท่านได้ เขียนเป็นรูปนางมณโฑหนุมานฆ่าทศกัณฐ์และเลขยันต์ต่างๆในแผ่นตะกรุดว่ากันว่าตำรับทำตะกรุดนี้จารึกไว้ในสมุดจีนใบปกเขียวๆ รูปที่เขียนเป็นเรื่องรามเกียรติ์ตอนหนุมานถวายแหวนสะกดเข้าไปกับผมทศกัณฐ์ผูกติดกับนางมณโฑ ตะกรุดนี้มีพระภิกษุสามเณรที่ท่านฝึกไว้เป็นผู้เขียนรูปส่วนต่างๆลงไปแล้วท่านจึงนำไปลงยันต์ปลุกเสกวันเสาร์ 5 โดยให้ศิษย์แบกถาด ลงไปปลุกเสกในป่าช้า7 ป่าช้ามี ป่าช้าวัดพลับ วัดแก่นเหล็กและวัดพระนอนเป็นต้นว่าให้ดีจริงๆพอถึงวันเพ็ญเดือน 12 ให้ลบออกด้วยสะบ้ามอญ คือถูลบรอยเหล็กจารที่จารึกไว่นั้นออกแล้ว ให้จารลงใหม่อีกและเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองต่อมาก็ทำเช่นนั้นอีกรอบครบ 3 ครั้งดีนักแล เล่ากันว่า ตะกรุดนี้นอกจากจะมีดีทางเป็นเครื่องรางของขลังทำให้อยู่ยงคงกระพันแล้วคือเอาแขวนหัวรอดแล้วขึ้นไปบ้านหุงข้าวกินที่บ้านใครก็ได้เจ้าของบ้านจะไม่ตื่นและเข้าหาผู้หญิงก็ได้ผู้หญิงจะไม่ร้องถ้ามีตะกรุดอยู่กับตัวแตะผู้หญิงก็จะไม่ร้องเลย ปรากฏว่ามีผู้นำไปทดสอบเห็นผล จริงมาแล้วตะกรุดโทนของหลวงพ่อกุน จึงเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วไป

นอกจากตะกรุดโทนแล้วยังมีตะกรุดดอกเดียวอีกอย่างหนึ่งชื่อ “มงกุฎพระเจ้า” ทราบว่าอยู่ยงคงกระพันดีนะและยังมีตะกรุด 3 ดอกเรียกว่าสามกษัตริย์ทำด้วย เงิน-ทองและนาค นอกจากนี้ก็ยังมีลูกอมซึ่งต้องการเอาชันโรงใต้ดินมาปิดกล่าวฝ่าถ้าใช้ขึ่นดีทางมหาอุตม์ ของขลังทั้งหมดนี้ท่านสั่งทุกคนที่ได้ไปว่าขออย่างเดียวอย่าไปขโมยของเขาถ้าไปขโมยของเขาก็ใช้ไม่ขึ้นของดีของหลวงพ่อกุนเลื่องลือกันมา สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ปลัดเมืองเพชรบุรีก็เคยมาขอ ท่านห้ามว่าอย่านำไปทดลองแต่ก็เอาไปทดลองจนได้แล้วกลับมาบอกว่าของหลวงพ่อดีจริงๆ

ของขลังของหลวงพ่อกุนนั้นศิษย์ทีาได้รับมรดกก็มีพระครูสมณกิจพิศาล (เทพ) วัดพระนอน กับคุณพ่อโต๊ะ วัดท่อเจริญธรรม เท่านั้นขณะนี่คุณพ่อโต๊ะก็ยังทำอยู่บ้างและมีชื่อเสียงไม่น้อยเหมือนกันพระครูสุชาติเมธาจารย์หรือหลวงพ่อกันมีชีวิตอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2463 ท่านก็ป่วยด้วยโรคที่ไม่ว่าจะเป็นเหตุให้ถึงแก่มรณภาพ เล่ากันว่าก่อนเข้าพรรษาปี 1 นายสอน อ่วมจันทร์ บ้านดอนแจง เมื่อบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดพระนอนไปได้ผมผีพรายมาแต่ไหนไม่ทราบเอามาให้หลวงพ่อกุน ทำพิธีใส่ในด้ามมีดให้ ท่านทำให้แล้วเอาผมที่เหลือวางบนหลังตู้ ต่อมาท่านเดินบนกุฏิตกร่องขาเป็นแผล ว่าผีพายมากินแผลรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายก่อนเข้าพรรษาไม่กี่วันมีบวชนาคที่วัดท่านเดินไม่ไหวเลยบอกว่าแย่เสียแล้วพระภิกษุทั้งหลายก็ห้ามท่านว่าอย่านั่งอุปัชฌาย์เลยท่านไม่ยอม โดยท่านกล่าวว่าตายในโบสถ์ไม่เป็นไร ถึงกับต้องหามท่านไปนั่งอุปัชฌาย์เป็นครั้งสุด ท้ายและในคืนนั้นท่านก็ถึงแก่มรณภาพรวมอายุ     ได้ 60 ปีพรรษา 40 นับว่าท่านได้บำเพ็ญประโยชน์และบำเพ็ญ กรณียกิจจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต

สมัยนั้นท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี

ประวัติหลวงพ่อกุน เรียบเรียงขึ้น จากเค้าเรื่องเดิมของคุณชำนาญ นิลสุข ในหนังสือพระดีเมืองเพชร

อ้างอิง จากหนังสืออภินิหารพระเครื่อง ปี 2517

พระครูบริหารนันทคุณ (บุญ นนฺทิโย)

ประวัติหลวงพ่อบุญ นนฺทิโย
พระครูบริหารนันทคุณ (บุญ นนฺทิโย).  เดิมชื่อ
บุญ นามสกุล เยาวลักษณ์
เกิดเมื่อ วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470
ที่บ้านจะแกโกน ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์
บิดาชื่อ เลียว เดิมอยู่บ้านเ้ขวา ต.ท่าสว่าง
อ.เมือง จ.สุรินทร์     มารดาชื่อ บิง. เดิมอยู่
บ้านจะแกโกน. ซึ่งอยู่ใกล้ๆ. กับบ้านเขวา
ครอบครัวของหลวงพ่อ. มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด
8 คน เป็น ชาย 3 คน เป็นหญิง 5 คน
ส่วนหลวงพ่อบุญ เองเป็นบุตร คนที่ 1
* ประวัติเล่าว่า เมือหลวงพ่อเกิดได้ 1 ปีเศษ
ราวต้นปี พ.ศ. 2472 บิดามารดา เห็นว่า
บ้านจะแกโกน มีราษฏรอาศัยมากและใกล้ตัว
เมืองสุรินทร์  มีพื้นที่ทำมหากินน้อย จึงย้าย
มาอยู่ในพื้นที่มีป่ากว้างทำเลเหมาะทีจะจับจอง
ที่ดินทำกิน จึงเลือกอาศัยอยูในหมู่บ้าน
**หนองขอน** ซึ้งมีจำนวนครัวเรือนไม่กี่หลัง
สร้างบ้านพักอยู่รอบๆ หนอง ต่อมาจึงตั้งชื่อ
หมู่บ้านว่า หนองขอน **เดิมชื่อบบ้านกะโลง**
สมัยนั้นขึ้นตำบลห้วยราช  อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
ต่อมาทางราชการแบ่งเขตการปกครองใหม่
เป็นอำเภอกระสังปัจจุบันเป็น
ชาวบ้านหนองขอน หมู่ที่ 7 ตำบลกันทรารมย์
์อำเภอกระสัง ีีบุรีรัมย์
*** ประวัติทางการศึกษา***
พ.ศ.2482 ทางราชการได้ตั้งโรงเรียนใหม่
ชื่อว่าโรงเรียนบ้านหนองขอน หลวงพ่อได้เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 และ
ได้จบชั้นประถมปีที่ 4 พ. ศ. 2486
พ. ศ. 2491 บรรพชา-อุปสมบท
ณ พัทธสีมา วัดคันทรารมย์ สมัยนั้นขึ้น
ตำบลกระสัง อำเภอเมัือง จังหวัดบุรีรัมย์
พ. ศ. 2496 สอบได้นักธรรมชั้นตรีต
พ. ศ. 2527 สอบได้นักธรรมชั้นโท
อ่านเขียน อักขระขอมได้เป็นอย่างดี
ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณและก็รักษา
ตามแบบแผนโบราณมีผู้นับถือและรักษามาก
*** การแต่งตั้งและการปกครอง***
พ. ศ. 2493ได้รับการแต่งตั้ง
เป็นรองเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองขอน
พ. ศ. 2496 ได้รับการแต่งตั้ง
รักษาการเจ้าอาวาส วัดบ้านหนองขอน สมัยนั้นพระอธิการผาย โอภาโส ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ได้ลาสิกขาบท
พ. ศ. 2497ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรม-
วาจาจารย์     และ. พ. ศ. 2498 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองขอน
พ. ศ. 2498 ได้รับการแต่งตั้งเป็นครูปริยัติธรรม
สำนักวัดบ้านหนองขอน
พ. ศ. 2500 ได้รับการแต่งตั้ง
เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะตำบลไผ่ ปัจจุบันแยก
ออกมา เป็นตำบลกันทรารมย์ ซึ่งเป็นตำบลใหม่ พ. ศ. 2510 ได้รับการแต่งตั้ง
เป็นรองเจ้าคณะตำบลเมืองไผ่
พ. ศ. 2518 เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล. (  อป.ต )
พ. ศ. 2518 ได้รับการแต่งตั้งเป็น
กรรมการที่ปรึกษาโรงเรียนบ้านหนองขอน
พ. ศ. 2520 ได้จัดตั้งหน่วยส่งเสริม พุทธมาม
กะผู้เยาว์
พ. ศ. ี 2527 ได้รับการแต่งตั้ง เป็นรองประธาน บริหารราชการคณะสงฆ์ อ. กระสัง จ.บุรีรัมย์
พ. ศ. 2528 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์
เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี เรียกว่า
พระครูบริหารนันทคุณ. เมื่อ
วันที่ 5 ธันวาคม พ. ศ. 2528 
และต่อมา ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง
จัดสร้างโรงเรียนบ้านหนองเหล็ก. ตามด้วย
ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนบ้านหนองขอน และต่อมา
ท่านได้จัดสร้างบูรณะวัดก่อตั้งที่เพิ่มมาเรื่อยๆ
พ. ศ. 2536 เพิ่งทำหน้าที่รักษาการ
เจ้าคณะตำบลกันทรารมย์ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์  เจ้าคณะตำบลและองค์ก่อนคือ
พระครูวิสุทธคันทรารมย์ ได้มรณภาพลง
และต่อมา หลวงพ่อบุญ นันทิโย
หรือพระครูบริหารนันทคุณ ได้ทำหน้าที่
รักษาการเจ้าคณะตำบลกันทรารมย์
ได้เพียงแค่ 6 วันก็มรณภาพลง
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ. ศ. 2536
ได้อายุ 66 ปี 2 เดือน และอีก 24 วัน
บรรพชาอุปสมบทได้เพียง 45 พรรษา

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เหรียญสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ปี2525




เหรียญปั๊มรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งทรงผนวช อีกทั้งในการสร้างเหรียญปั๊มครั้งนี้ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานกรรมการสร้างอาคารวชิรญาณวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปพร้อมด้วยเหรียญทั้งหมด ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2525 เวลา 17.00 น.
เหรียญปั๊มรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ที่สร้างขึ้นสืบเนื่องจากวัดบวรนิเวศวิหารและสภากาชาดไทย ได้ดำริที่จะสร้างอาคาร 4 ชั้น ขึ้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อประโยชน์ในการพักรักษาของภิกษุ-สามเณรที่อาพาธ
ในการนี้ คณะผู้ดำริได้ตกลงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้นามอาคารที่จะสร้างว่า "วชิรญาณวงศ์" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ พระองค์นั้น และวางศิลาฤกษ์อาคารใหม่นี้เมื่อเมษายน 2525 ซึ่งเป็นช่วงของการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
โดยเหรียญปั๊มนี้ด้านหนึ่งมีพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ และอีกด้านหนึ่งได้ขอพระราช ทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ประดิษฐานไว้ พร้อมกับขอพระราชทานให้การสร้างอาคารดังกล่าวอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาทุกประการ จึงได้จารึกอักษรไว้ในเหรียญว่า "รัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ.2525 สร้างตึกวชิรญาณวงศ์ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์" ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันจันทร์ที่ 26 เมษา ยน พ.ศ.2525 เวลา 18.39-21.19 น. โดยมีพระเกจิอาจารย์นั่งปรกปลุกเสก คือ
1.พระราชวุฒาจารย์ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
2.พระชินวงศาจารย์ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
3.พระอุดมสังวรเถร(อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี
4.พระโพธิสังวรเถร(ฑูรย์) วัดโพธิ์นิมิตร กทม.
5.พระปัญญาพิศาลเถร วัดราชประดิษฐ์ กทม.
6.พระครูสุตาธิการี(ทองอยู่) วัดหนองพะอง จ.สมุทรสาคร
7.พระครูโสภณกัลยาณวัตร(เส่ง) วัดกัลยาณมิตร กทม.
8.พระครูมงคลญาณสุนทร(ผ่อง) วัดจักรวรรดิฯ กทม.
9.พระอาจารย์สมชาย วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี
10.พระครูปลัดสัมพิพัฒนญาณาจารย์(ไพบูลย์) วัดรัตนวนาราม จ.พะเยา
11.ครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน
12.พระครูสันติวรญาณ(ฉิม) วัดถ้ำผาป่อง จ.เชียงใหม่
13.พระสุพรรณ ปิยธโร วัดเวฬุวนารามฉะเลียงลับ จ.เพชรบูรณ์
14.ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง จ.เชียงใหม่
15.พระอาจารย์สุวัฒน์ วัดถ้ำศรีแก้ว จ.สกลนคร

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อแวง วัดบ้านกระโพ ปี2516



เหรียญรุ่นแรก ปี2516
พระครูสุวรรณปัญญาจารย์ (หลวงพ่อแวง สุวณณปัญโญ ) วัดบ้านกระโพ ต.บ้านกระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์
สร้างในวาระฉลองพัดยศ สร้างขึ้นในเดือนกุมภาพันธุ์ ปี2516 สร้างประมาณ 2,000 เหรียญ ลักษณะเหรียญเป็นเหรียญหยดน้ำแบบพัดยศ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อแวง หน้าตรงครึ่งองค์ ด้านล่างระบุว่า หลวงพ่อแวง สุวณณปัญโญ
ด้านหลังเป็นยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ ใต้ยันต์ระบุว่า วัดบ้านกระโพ ต.บ้านกระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์
สร้างพร้อมเหรียญรุ่นแรกพระครูวิบูลธรรมวาที (หลวงพ่ออ้วน) วัดสุวรรณอินทร์ทอง (บ้านหนองตาด)
ทำพิธีพุทธาภิเษกโดยพระเถราจารย์ ดังนี้
1.หลวงพ่อทุม ปริสุทโธ วัดใหญ่จอมพระ อ.จอมพระ
2.พระครูบุญสิริโสภณ (หลวงพ่อบุญศรี ปารคามี) วัดธาตุ อ.สนม
3.พระครูถาวรธรรมรัตน์ (หลวงพ่อเที่ยง ) วัดเลี่ยบ (บ้านไผ่ ) อ.รัตนบุรี
4.พระครูประสาธน์ขันธคุณ (หลวงพ่อมุม อินทปัญโญ) วัดปราสาทเยอร์ อ.ขุขันธุ์
5.หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก อ.เมือง
6.พระครูอุดมวรเวท (หลวงปู่เจียม อติสโย) วัดอินทราสุการาม (หนองยาว) อ.สังขะ
7.พระครูวิบูลย์ธรรมวาที (หลวงพ่ออ้วน ) วัดสุวรรณอินทอง (บ้านหนองตาด ) อ.ท่าตูม
8.พระครูสุวรรณปัญญาจารย์ (หลวงพ่อแวง สุวณณปัญโญ) วัดบ้านกระโพ อ.ท่าตูม เจ้าพิธี
วัตถุมงคลของท่าน เป็นที่ศรัทธาของประชาชนชาวส่วนมาก เพราะท่านเองก็เป็นครูบาอาจารย์ของชาวส่วย
เด่นด้าน มหาอุตม์ แคล้วคลาด ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง เมตตามหานิยม ค้าขายดีนักแล
ปัจจุบันหายากพอสมควร ราคาเล่นหาก็อยู่ที่หลัก ร้อยปลาย ถึงพัน ต้นๆครับ
***อ้างอิงจากหนังสือประวัติ พระครูวิบูลย์ธรรมวาที (หลวงพ่ออ้วน) วัดสุวรรณอินทอง(บ้านหนองตาด) อ.ท่าตูม

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พระครูสังวรานุโยค (ช่อ ปัญญาทีปมหาเถระ)


พระครูสังวรานุโยค (หลวงพ่อช่อ ปญญาทีปมหาเถระ)

วัดโคกเกตุบุญญสิริ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
หลวงพ่อช่อ พระเกจิขวัญใจคนยาก
ชาวสมุทรสงครามส่วนใหญ่ต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนามเป็นอย่างดี “พระครูสังวรานุโยค” หรือ”หลวงพ่อช่อ ปญฺญาทีปมหาเถระ” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดโคกเกตุบุญญสิริ ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ปัจจุบันอายุ 86 พรรษา 64 


ท่านเป็นพระผู้เฒ่าที่คงแก่เรียน ด้วยยึดคติประจำใจว่า (คนเราทุกคนไม่มีใครแก่เกินเรียน) ปัจจุบันถึงหลวงพ่อช่อจะมีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังคงปฏิบัติกิจสงฆ์ลงสวดมนต์ทำวัตรไม่เคยขาดทำไม่ได้ก็คือการบิณฑบาต เพราะด้วยสภาพร่างกายที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่จะลงศาลาฉันภัตตาหารร่วมกับพระภิกษุในวัดตลอด 
ภาพที่ชาวบ้านและลูกศิษย์ลูกหาคุ้นตา ในช่วงเย็นของทุกวันจะเห็นพระลูกศิษย์เข็นรถ 2 ล้อที่ทำด้วยไม้เก่าๆ จากกุฏิโดยมีหลวงพ่อช่อนั่งยองๆ เพื่อลงไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นในอุโบสถ ความแก่ชราและอายุที่มากขึ้นทุกวัน ไม่เป็นอุปสรรคกับความจำของท่านเลย หลวงพ่อช่อยังคงท่องมนต์สวดปาฎิโมกข์ได้แม่นยำ จะเสื่อมไปก็บ้างก็คือดวงตาในการมอง และหูในเรื่องการรับฟัง หากลูกศิษย์อยากสนทนาด้วยต้องพูดจาดังๆ 

หลวงพ่อช่อ สนใจทางธรรมตั้งแต่จำความได้ขนาดยังไม่ได้บวชเป็นพระ บิดามารดาก็จะพาเข้าวัดตลอด ฝึกในการท่องบทสวดมนต์ ไม่ซุกซนชอบยิงนกตกปลาฆ่าสัตว์เหมือนเด็กๆ ทั่วไป ประมาณปี พ.ศ.2488 ได้อุปสมบท โดยมีหลวงพ่อชุ่ม เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วได้เรียนและศึกษาพระปริยัติธรรมตลอด เคยได้เข้าไปศึกษาธรรมกับ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งหลวงพ่อสดยกให้เป็นศิษย์โปรด เพราะหลวงพ่อช่อเป็นศิษย์ที่ว่านอนสอนง่ายความจำดีเป็นเลิศ 

ปี พ.ศ. 2495 ได้รับบัญชาจากพระผู้ใหญ่ให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเกตุบุญญสิริ ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม สืบต่อจากอดีตเจ้าอาวาสเดิม รูปแรกคือ หลวงปู่บุญมี ซึ่งในขณะนั้น เป็นวัดที่ขาดการพัฒนา ไม่มีแม้กระทั่งอุโบสถ ด้วยความเป็นพระนักพัฒนา และมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธามาก หลวงพ่อช่อได้ปรับพื้นดินบริเวณวัดที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมขังทุกปี ให้เป็นที่สูงพ้นน้ำ เริ่มก่อสร้างอุโบสถ 4 มุก 2 ชั้น ในปี พ.ศ. 2521 ด้วยงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3 ล้านบาทเศษ เงินที่นำมาจัดสร้างทุกบาททุกสตางค์ท่านไม่เคยเรี่ยไร ปัจจัยที่หามาได้เกิดจากความศรัทธาของพระพุทธศาสนิกชนทั้งสิ้น นอกจากจะพัฒนาวัดโคกเกตุจนเจริญรุ่งเรืองแล้วท่านยังสร้างวัดบ้านกล้วย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรีควบคู่ไปด้วย

สิ่งที่รับรู้ทั่วกันคือ หลวงพ่อช่อเป็นคนดุ แต่ความจริงท่านเป้นพระที่เมตตาท่านจะเข้มงวดเฉพาะในเรื่องยาเสพติดและการพนันไม่สงเสริมให้เข้ามาแพร่หลายภายในวัด หากเห็นใครเสพหรือขายจะโดนไล่ตะเพิดทันที 
การส่งเสริมการเล่าเรียนของพระภิกษุในวัดเป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านเน้นเป็นพิเศษ พระลูกวัดทุกรูปที่อยู่ภายใต้การปกครองต้องเรียนหนังสือ ท่องมนต์ ในทุกวันพระทุกรูปต้องมท่องให้ฟัง หากท่องได้จะได้รับคำชม ส่าวนพระที่ไม่ชอบสวดมนต์ไหว้พระจะอยู่กับท่านไม่ได้ ท่านบอกว่าบางครั้งการอบรมสั่งสอนคน จะพูดคำหวานๆเสมอไม่ดีต้องมีการพูดถูกแพงๆปะปนกันไป 

หลวงพ่อช่อ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังในเรื่องนำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ มากพุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยม และค้าขาย แทบทุกคืนตลอด 9 เดือน กับ 19 วันท่านไม่เคยว่างเว้นจะต้องนั่งสวดมนต์ท่องบทคาถาปลุกเสกน้ำมนต์ไว้อย่างน้อยวันละ 3 ตุ่มใหญ่เพราะในแต่ละวันจะมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหามาขอน้ำมนต์ไปบูชาประพรมร้านค้า ซึ่งได้ผลเป็นที่ประจักษ์นับไม่ถ้วน

ในอดีตท่านเคยได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก นั่งปรกอธิฐานจิตวัตถุมงคลร่วมกับ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง พระอาจารย์ที่โจรร้ายในอดีตที่นามว่า (ตี๋ใหญ่)เลื่อมใสศรัทธาพิเศษปัจจุบันวัตถุมงคลของหลวงพ่อช่อโด่งดังจนเป็นที่แสวงหาของนักสะสม 2 รุ่นถือว่ามีราคาเหรียญหลวงพ่อช่อ ปี 2519 รุ่นผูกพัทธสีมาสร้างประมาณ 20,000เหรียญ ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลศิลป์และพระสมเด็จรุ่นกระสุนแบน และพระของขวัญ 

หลวงพ่อช่อ ได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ขวัญใจคนยาก ใครเดือดร้อนมาได้ฟังเทศนาของท่าน ท่านก็ผ่อนคลายสบายใจ แถมยังได้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเปรียญเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจไปบูชาด้วย


อ้างอิง : หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2546 คอลัมน์พระเครื่อง หน้า 27